แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ASSIGNMENT10-2 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ASSIGNMENT10-2 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

#10 Payment Gateway Integration

 

ถ้าหากว่าคณต้องการเป็นผู้ประกอบการใหม่ และผู้ประกอบการใหม่ต้องการทำเว็บไซต์ขายของหรือเว็บ E-commerce มักจะมี Requirement และคำถามหลังเปิดเว็บไซต์แนวนี้มาด้วย ว่าเว็บไซต์นั้นสมารถตัดเงินผ่านบัตรเครดิต (Creit Card) ได้หรือไม่ในมุมมองของผู้ประกอบการ หรือผู้เปิดธุรกิจเว็บไซต์ใหม่ๆมักจะไม่รู้รูปแบบธุรกิจ หรือ Business Model อยากให้มีช่องทางการจ่ายเงินที่ดีเวลาซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต มักจะนึกถึงการจ่ายเงินทางบัตรเครดิต จำเป็นต้องเปิดบริการตัดเงินผ่านบัตรเครดิตหรือที่เรียกว่า Credit Card Payment Gateway

clip_image001

ขั้นตอนการขอเปิดบริการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต โดยทั่วไปจะใช้ 2 วิธี

1.เปิด Payment Gateway กับทางธนาคารโดยตรง

ปัจจุบันได้รับความนิยมหลากหลายที่ทางด้าน ธ.กรุงเทพ, ธ.กรุงศรีอยุธยา และ ธ.กสิกรโดยทำการติดต่อไปที่ธนาคาร

ซึ่งมักจะ Require ค่า Parameter ที่เป็นมาตราฐานกลาง บางตัวเช่น ต้องจดทะเบียน E-Commerce กับกระทรวงพาณิชย์ หรือจำเป็นที่จะต้องซื้อ SSL ที่มีความน่าเชื่อถือสูง ที่ต่างประเทศยอมรับ ต้องมีโปรแกรมเมอร์เข้าใจหลัก Webservice เข้าใจค่าพรารามิเตอรื Framework ของส่วนมาตรฐานกลาง และ ต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาทขึ้นไป ในบางแห่งถึงกับต้องมีการตกลงให้วางเงินค้ำประกัน นั่นหมายถึง Cost ที่สูงขึ้น มีงบทำเว็บไซต์แค่ 1-3 หมื่น ไม่สามารถทำได้แน่ๆ

2.เปิด Payment Gateway แบบผ่านคนกลาง

เช่น Paysbuy, Paypal ซึ่งปกติจะให้บริการ E-wallet และการจ่ายเงินตัดบัตรเครดิตโดยตรง ที่ Paysbuy เรียกว่า Directpay ผู้ที่ต้องการใช้บริการ ต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร ซึ่งทางคนกลางจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่าสมควรจะเปิดให้ใช้หรือไม่ และไม่ต้องการ SSL เพราะเมื่อชำระเงินระบบจะลิ้งไปที่เว็บของ คนกลางเองซึ่งมีระบบ SSL อยู่แล้ว

clip_image002

จากสองข้อนั้น มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป นั่นคือถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ทำเน้นทำธุรกรรมออนไลน์เป็นหลัก โดยมีทีมพัฒนาเว็บไซต์แล้วก็ติดต่อธนาคารโดยตรงได้เลย โดยเสียค่าบริการต่อ Transaction ไม่สูงนัก 0.5-3 %

แต่หากว่าคุณไม่มั่นใจ และพึ่งเริ่มทำ E-commerce โดยอาจจะใช้ Freelance หรือ Outsource ทั่วไป ที่ค่าจ้างไม่สูงนัก และตัวผู้ประกอบการนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ ก็แนะนำให้ใช้บริการผ่านคนกลางหรือ Paysbuy จะสะดวกซะกว่าไปสุ่มๆเสี่ยงๆ เพราะการเขียนโปรแกรมติดต่อ Gateway สามารถจัดการด้าน API ง่ายกว่าการใช้ Web service ของทางธนาคาร และคนกลางอย่าง Paypal และ Paysbuy จะคอย Monitor การจ่ายเงินตลอดเวลา เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่ระบบก็จะทำการตรวจสอบข้อมูล ก่อนหักเงินจริง ๆ เป็นการป้องกันอีกขั้นนึงในการแก้ปัญหาการโขมยใช้บัตรเครดิตคนอื่นมาซื้อสินค้า

clip_image003

ปัญหาอีกรูปแบบคือ การใช้บัตรเครดิตของคนไทยนั้นคนไทยจะมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับการโขมยข้อมูลบัตรเครดิต ทำให้เกิดกรณีหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต และกลุ่มคนที่จะจ่ายเงินผ่านวิธีนี้มักจะเป็นชาวต่างชาติซะมากกว่า

ดังนั้น Payment Gateway ที่ต้องการจะเปิดนั้นควรมองกลุ่มเป้าหมายก่อว่าเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ

SSL หรือ Secure Socket Layers เป็นโปรโตคอลในการส่งข้อมูลแบบเข้ารหัส

ซึ่งวิธีเข้ารหัสจะแตกต่างกันไปในแต่ละเจ้าของ สังเกตุได้ง่าย ๆ

เมื่อเข้าเว็บที่ต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน

ระบบจะ alert ถาม yes/no และ http: จะเป็นเปลี่ยนเป็น https:

โดยแต่ละเจ้าจะมี Certificated ให้เมื่อคุณซื้อ SSL ของเค้า และบางเจ้าถึงกับแจ้งว่า ถ้าถอดรหัสได้ รับไปเลย $10,000,000 (-*-มั่นใจสุด ๆ )

Mobile payment ต้องเขียนโปรแกรมติดต่อ Webservice

และต้องซื้อเบอร์จาก operator แต่ละเจ้า ซึ่งแพงและกำหนดเป็นต่อ

Slot ตามราคา เช่น ถ้าคุณเปิดช่องราคา 9 บาท และ 20 บาท

เวลาคุณจะตัดเงินจากลูกค้า ก็จะตัดได้แค่ 2 ราคานี้เท่านั้นและเมื่อได้รับชำระเงิน

Service charge สูงถึง 40-50% ของราคาขายทีเดียว

เหมาะกับสินค้าประเภท software / e-book / Digital media file

หรือสินค้าที่ไม่มีต้นทุนต่อจำนวน

#10 Shopping Cart Development

 

Shopping Cart คืออะไร

Shopping Cart คือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนตะกร้าหรือรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ ซึ่งจะเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน ระบบการทำงานดังกล่าวนี้สามารถสร้างขึ้นเองได้โดยใช้สคริปต์ของบางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ASP , CGI, หรือPHP บวกกับการทำงานของคุ้กกี้ในกรณีที่มีรายการสินค้าให้เลือกไม่มากนัก แต่สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีรายการสินค้าให้เลือกเป็นจำนวนมากมักจะใช้การซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปแทน เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่าและรองรับข้อมูลได้มากกว่า

ระบบตะกร้าหรือรถเข็น แบ่งเป็น 2 ระบบได้แก่

1.ระบบแบบเติมตัวเลขจำนวนสินค้า

clip_image001

2.ระบบคลิกหยอดสินค้าลงตะกร้าที่ละชิ้น

clip_image002

การคลิกส่งสินค้าในแต่ละครั้งของทั้ง 2 แบบจะเป็นการส่งรหัสสินค้า, ราคา และข้อมูลอื่นๆ เข้าไปยังโปรแกรมประมวลผล เพื่อคำนวณยอดเงินและแสดงรายการที่สั่งซื้อไปแล้ว

ข้อดีของโปรแกรม Shopping Cart ร้านค้าสำเร็จรูป

· ราคาถูก ใช้งานง่าย รองรับภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ

· เปลี่ยนรูปแบบเว็บไซต์ (Template) ได้ตลอดเวลาไม่จำกัดจำนวนครั้ง

· รองรับทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

· แสดงข่าวสารร้านค้าได้ และ โปรโมชั่นร้านค้าได้

· ใส่รูปภาพหน้าร้านค้าและโลโก้ของคุณได้

· ใส่แผนที่ของร้านค้าได้ และลูกเล่นต่างๆ ได้

· จัดหมวดหมู่สินค้าได้หลายระดับไม่จำกัด

· จัดแสดงสินค้าโปรโมชั่นได้

· ตะกร้าสินค้า Shopping Cart ร้านค้าสำเร็จรูป ร้านค้าออนไลน์

· ระบบสต๊อกสินค้า

#10 Ecommerce Website Development

 

E-Commerce (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) คืออะไร............

ถ้าจะกล่าวกันสั้นๆก็คือการทำ ”การค้า”ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ นั่นเอง โดยคำว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ ระดับเทคโนโลยีพื้นฐาน อาทิ โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนกว่านี้

แต่ว่าในปัจจุบันสื่อที่เป็นที่ นิยมและมีความแพร่หลายในการใช้งานคืออินเทอร์เน็ตและมีการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการทำการค้ามาก จนทำให้เมื่อพูดถึงเรื่อง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คนส่วนใหญ่ จะเข้าใจไปว่าคือการทำการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตของทุกคน อินเตอร์เนต จะเปลี่ยนวิธีการศึกษาหาความรู้ อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิธีการทำมาค้าขาย อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิธีการหาความสุขสนุกสนาน อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมกันเข้ามาหาอินเตอร์เนต กล่าวกันว่าในปัจจุบันนี้ถ้าบริษัทห้างร้านใดไม่มีหน้าโฮมเพจในอินเตอร์เนตบริษัทห้างร้านนั้นก็ไม่มีตัวตน นั่นคือไม่มีใครรู้จัก เมื่อไม่มีใครรู้จักก็ไม่มีใครทำมาค้าขายด้วย แล้วถ้าไม่มีใครทำมาค้าขายด้วยก็อยู่ไม่ได้ต้องล้มหายตายจากไป
ว่ากันว่าอินเตอร์เนตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ หากจะกล่าวว่า “ข่าวสาร” คืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้ประมาณรายได้ของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B-to-B) ว่าเพิ่มขึ้นจาก 80 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,200 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2542 เป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2546

ประโยชน์ของ web e-commerce

clip_image001

    1 เป็นการขยายช่องทางในการแนะนำสินค้า และเป็นการเพิ่มยอดขายของบริษัทอีกช่องทางหนึ่งด้วย
    2 มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง แต่มีประสิทธิภาพสูงมากในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของท่าน
   3  สามารถที่จะยกระดับการค้าของบริษัทให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
    4 ท่านสามารถซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของท่านได้ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    5 มีรูปแบบการติดต่อลูกค้าใหม่ๆ เช่น การพิมพ์คุยสนทนาผ่านหน้าเว็บหรือ แชท (Chat) เพื่อ Support ลูกค้าของคุณได้ และมีการติดต่อผ่านระบบที่เรียกว่าอีเมล์ (Email)  
     6 ช่วยให้มีหน้าร้านการขายสินค้าที่ใครๆ ก็สามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย ผ่านหน้าร้านที่เรียกว่าโฮมเพจ (Homepage)
    7 เป็นการส่งเสริมการค้าขายในรูปแบบใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศท่านได้
   8  เป็นเหมือนฐานการโฆษณาให้กับบริษัทของท่าน โดยไม่จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือจำกัดอยู่ที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่สามารถโฆษณาผ่านถึงคนทุกคนที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้

ข้อเสีย

  • ผู้ซื้ออาจไม่แน่ใจว่าสั่งซื้อแล้วจะได้รับสินค้าจริง หรือได้รับสินค้าที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือสินค้าชำรุดเสียหายหรือสูญหาย
  • สินค้าอาจเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านการทดสอบ หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ
  • เสี่ยงต่อการถูกฉ้อโกง หรือถูกโกงราคาหรือถูกหลอกลวงได้ง่าย
  • ข้อมูลสินค้าบางอย่างอาจมีการโอ้อวดคุณภาพสินค้าเกินจริง โดยที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้
  • ในระบบกฎหมายของไทย ยังไม่มีการให้ความคุ้มครองอย่างทั่วถึงเพียงพอ ความปลอดภัยในข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจึงยังไม่ปลอดภัยพอ

clip_image002Virtuemart

Virtuemart เป็นโปรแกรมส่วนขยายของ Joomla ที่มีประสิทธิภาพสูง มีระบบตระกร้าสินค้า ที่ทำงานได้กับระบบอีคอมเมิรซ์แบบ B2B และ B2C รองรับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายหลายราย และฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมาก ซึ่งเมื่อนำมารวมกับข้อเด่นของ Joomla ที่สามารถจัดการ Content ได้อย่างดีเยี่มม เรียกได้ว่า Virtuemart คือสุดยอดของระบบอีคอมเมิรซ์สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการเว็บไซต์ที่ประกอบไปด้วย Content ต่างๆที่ท่านต้องการแสดงภายในเว็บไซต์ และทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กันไปด้วย

clip_image003 PrestaShop

PrestaShop คือเว็บไซต์สำเร็จรูปที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เหมาแก่ผู้ที่ต้องการเน้นการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

แนวทาง E-Commerce ในการพัฒนาสำหรับ ปี 2012

clip_image004

Product ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นมันต้องแตกต่าง ที่สำคัญง่าย และเข้าถึง อ่านจบกลับมาดูงานตัวเองในปีที่ผ่านมา Requirement ทั้งหมดทั้งปวงคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการแต่ยังไม่ออกมาเป็น Plat form ที่ควรจะเป็น นั่งทบทวนจากสิ่งที่มีอยู่ Source Code และ แนวทาง Marketing ของลูกค้าที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังยากอยู่สำหรับการนำมาใช้กับลูกค้าทุกราย Mission ในปีนี้ของ Team จะต้องพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้น เราจะทำอะไร

clip_image0014

จุดแข็งที่ Open Source ระบบ E-Commerce นั้น ไม่สามารถทำได้คือ

1. Middle ware หรือเรียกอีกอย่างว่าระบบกลาง ในการเชื่อมต่อระหว่าง off-line กับ On-line ให้ทำงานพร้อมกัน ถึงแม้จะ ต้องตั้งเวลาในการดึงข้อมูล Update / Insert ตามภาษาโปรแกรมเมอร์ แต่จากประสบการณ์ การเชื่อมต่อระบบที่ผ่านมาทำให้เรา แข็งในแง่ประสบการณ์ด้านนี้

2. E-Commerce Solution Platform ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาเราพัฒนาระบบ E-Commerce เชื่อมต่อกับระบบ Payment Gateway ทำให้ลูกค้าเข้าถึงในการซื้อสินค้าได้โดยง่าย

3. Infrastructure + Support ระบบที่ดีต้องไม่ล่ม ต้องขายได้ 24 ชั่วโมงและต้องมีคนเป็นในการแก้ปัญหาได้

4. ระบบเช่า เป็น Business Model ที่น่าลองเป็นที่สุดคือการเก็บเป็น Monthly Charge แทนการเก็บทั้งก้อน เพื่อการดูแลตลอด

ระบบ E-Commerce กลับมา Reviews อีกครั้งกับสิ่งที่มีอยู่นั้น เราน่าจะต้องลงมือไปปฏิวัติ เอา Design นำการตลาด

clip_image002

นี่คือสิ่งที่จะทำให้ Platform E-Commerce เกิดมาในปี 2012 ในสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา

#10 Website Design with Content Management System

ความหมายของคำว่า CMS ที่หลายคนอาจจะสงสัย ว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ เริ่มต้นจากคนที่ทำเว็บ ก็อาจจะต้องเริ่มต้นจาก HTML ก่อนใช่ไหมครับ แล้ว หลายคนก็จะต่อยอดออกไปที่ภาษา PHP หรือ ASP ก็แล้วแต่ตามความถนัดของแต่ละคน ทั้งนี้อันเนื่องมาจาก HTML เป็นภาษาที่ไม่ยืดหยุ่น มีความตายตัวมากๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ให้ใช้ HTML เพียงภาษาเดียว จะไม่สามารถเขียนกระดานข่าว ห้องแชท ตัวนับ ระบบซื้อขาย โพสรูปภาพ เว็บบอร์ท ระบบสมัครสมาชิก หรืออะไรเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมจะกล่าวเข้าถึงตัว CMS ซึ่งมันเป็นโค้ดภาษา PHP หรือ ASP ที่สำเร็จรูปโดนที่เราไม่ต้องเขียนเอง

หมายความว่าอย่างไรสำเร็จรูป ?
หากคนเคยทำเว็บ ที่ผ่านประสบการณ์มาพอประมาณ จะนึกออกว่า ถ้าเราต้องการ ตัวนับสถิติใส่เว็บ เราก็จะต้องไปหาโค้ดสำเร็จรูปมาติดตั้ง แล้วถ้าเราอยากจะมีเว็บบอร์ดเราก็ต้องใปหาเว็บบอร์ดมาติดตั้ง ถ้าต้องการระบบแลกลิ้งค์ก็ต้องวิ่งหามาติดตั้ง ฯลฯ กว่าจะติดตั้งครบทุกฟังก์ชั่นที่เราต้องการเล่นเอาเราเหงื่อแตกและนั่ง มึนไปแล้ว 32 ตลบ เพราะว่าการติดตั้งสคริปเหล่านี้แต่ละอย่างก็มีวิธีการติดตั้งที่แตกต่างกัน ไปตามแต่ผู้พัฒนาแต่ละคน
ดังนั้น CMS คือคำตอบ!!! เพราะว่า CMS มีการเรียกติดตั้งเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยที่หลังจากการติดตั้งนั้น เราจะได้ระบบเว็บไซต์ที่พร้อมใช้งานมาในทันที โดยที่จะมีฟังก์ชั่นพื้นฐานของ CMS คือ
     - ตัวนับ
- กระดานข่าว
- ระบบจัดการข่าวสาร
- ระบบจัดการบทความ
- ระบบเว็บลิ้งค์
- ระบบสมาชิก
- ระบบดาวน์โหลด
และอื่นๆตามแต่ที่ CMS แต่ละตัวแต่ละยี่ห้อจะเพิ่มฟังก์ชั่นเข้าไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังสามารถเพิ่มความสามารถเข้าไปให้กับตัว CMS เหล่านั้นได้อีกด้วย เพราะ CMS จะสามารถลงตัวเสริมเพิ่มเติมเข้าไปได้ ทำให้เว็บเรามีลูกเล่นมากขึ้นนั่นเอง
CMS ต่างจาก Blog หรือ ไดอารี่อย่างไร ?
คำถามนี้ น่าจะเป็นคำถามที่คาใจหลายๆ คน ว่ามันก็มีลักษณะคล้ายกัน แต่ต่างกันอย่างไร... จากประสบการณ์ของตัวผมเอง ที่ได้ลองสัมผัสมาแล้ว ก็พบว่า ความต่างของมันก็คือ เป้าหมายปลายทางนั่นเอง หากอธิบายให้เห็นภาพ Blog Diary ก็เปรียบเสมือนกับที่เขียน ประสบการณ์ที่เราผ่านมา(บ่นๆ) ลงไปใน Blog หรือ Diary ของเรานั่นเอง แต่ว่า CMS มักจะเอามาใช้ในลักษณะเว็บจริงๆ ที่เป็นการเป็นงานมากกว่า(หรือเว็บส่วนตัว ก็ได้ ไม่ได้ผิดแต่ประการใด) และฟังก์ชั่นค่อนข้างครบถ้วนกว่านั่นเอง ไม่มีความรู้เรื่องทำเว็บ ศึกษานิดเดียวก็ทำเว็บไซต์ได้
อยากอ่าน ความหมายของ CMS แบบเป็นการเป็นงานบ้าง? ออ ได้ครับ เราจัดให้
CMS - Content Management System หรือ ระบบจัดการเนื้อหานั่นเอง(แปลซะตรงตัวเชียว) เป็นระบบเว็บสำเร็จรูปที่มีระบบการจัดการเนื้อหาเว็บอยู่เบื้องหลัง โดยที่ผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการเขียนหรือพัฒนาเว็บไซต์ ก็สามารถใช้งานได้ เพราะจะมีส่วนของการจัดการทุกส่วนของเว็บอยู่เบื้องหลังเว็บนั่นเอง โดยการทำงานเป็นลักษณะ Web Base ทั้งหมด (สั่งงาน แก้ไข ทุกอย่างผ่านหน้าเว็บ) ถ้าไม่เห็นภาพ ยกตัวอย่างตอนนี้คือ หลักการคล้ายๆ กบเรามี Facebook หรือ Hi5 (เก่าเลยเชียว แต่ก็มีผู้เล่นอยู่) มันจะมีระบบดูแลแก้ไขข้อมูลของเราเอง พอเราแก้ไขเสร็จสิ้น มันก็จะไปโชว์หน้าเว็บเราอัตโนมัติ
ซึ่ง CMS มีอยู่หลายตระกลู เพียงเรา ดาวโหลดตัว CMS ที่เราต้องการ ไป Run บนพื้นที่ที่เราจะสร้างเว็บไซต์ (Host) เท่านั้นเราก็สร้างเว็บไซต์ได้เลย
ตัวอย่าง  CMS ที่มีอยู่ตอนนี้
- Drupal : Drupal เป็น CMS ที่มี forum, blog ในตัวเอง เว็บใหญ่อย่าง ubuntu.com ก็ใช้ drupal สร้างเว็บไซต์
- Joomla : Joomla เป็น CMS ที่คนนิยมใช้งานกันมาก ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ทำให้หาข้อมูลและหนังสืออ่านได้ง่าย Joomla ไม่มี forum ในตัวเองเหมือนกับ Drupal แต่ก็สามารถติดตั้ง Component/Module สำหรับสร้างเว็บบอร์ดเพิ่มเติมได้
- Magento : Magento เป็น E-Commerce Script เหมาะสำหรับทำร้านค้าขนาดใหญ่ มี theme default ที่สวยงาม
        - OsCommerce : OsCommerce เป็น E-Commerce Script ที่เขียนด้วย PHP ที่มีการใช้งานมายาวนานแล้ว ทำให้ตัว Script มีความเสถียร ไม่ค่อยจะมีข้อบกพร่องให้เห็น
- phpBB : เป็น Script สำหรับทำ forum หรือ webboard
- PrestaShop: PrestaShop เป็น E-commerce script ที่ใช้ php เขียน พัฒนาโดยชาวฝรังเศส Prestashop พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เป็น web e-commerce ที่รองรับกับ web 2.0 ใช้งานง่ายเหมาะกับการทำเว็บขายสินค้าทั่วไป
- SMEWeb: SMEWeb พัฒนาโดยคนไทย ใช้งานง่ายไม่มีความซับซ้อน
- SMF: หรือ Simple Machine Forum เป็น Script สำหรับสร้างเว็บบอร์ดที่คนนิยมใช้งานกันมากอีกตัวหนึ่ง การใช้งานก็ง่าย มี mod และ theme ให้เลือกใช้มากมายพอสมควร
- Wordpress: Wordpress เป็น PHP Script สำหรับสร้าง blog หรือจะนำไปสร้างเว็บไซต์ก็ได้ wordpress ขึ้นชื่อว่าเป็น script ที่รองรับการทำ seo ได้ดีอีกตัวหนึ่ง
- Discuz : Discuz เป็น php script สำหรับทำเว็บบอร์ดหรือ forum พัฒนาโดยชาวจีน Discuz เป็น script ที่มีลูกลเล่น มี feature ต่างๆเยอะพอสมควร
- Joomla Laithai เป็น e-commerce script อีกตัวที่สร้างจาก joomla กับ vitualmart โดยคนไทยเป็นคนพัฒนาขึ้นมา เหมาะกับใครที่ต้องการทำร้านค้าออนไลน์ และต้องการมี webboard ในตัว เพราะ joomla สามารถติดตั้ง webboard เพิ่มเติมได้
- OpenCart เป็น open source e-commerce ที่แจกจ่ายให้ใช้ฟรีอีกตัวหนึ่ง มีขนาดเล็กใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก